RIN 1/1
ท้องฟ้ายังคงเป็นสีเดิมในยามที่เด็กสาวร่างเล็กบางก้าวออกจากบ้านหลังกระทัดรัด รอยยิ้มเต็มใบหน้ายามหันไปโบกมือให้ผู้เป็นพ่อและแม่... คนที่สำคัญที่สุดในโลกนี้ รอยยิ้มตอบกลับที่มีเสียงกลั้วหัวเราะของพวกท่านยังติดตรึงอยู่ในใจของเธอไม่คลาย
ทั้งๆ ที่มันเป็นเพียงวันธรรมดาที่ไม่มีอะไรสลักสำคัญ แต่...
ท้องฟ้าสีฟ้าสวยยาวเที่ยงของวันธรรมดาวันหนึ่ง กลับเป็นวันที่เธอต้องจดจำไปจนชั่วชีวิต
มิยาสึกิ ริน คือชื่อของเด็กสาวอายุยังไม่เต็มสิบหกดี ร่างเล็กบอบบางราวกับจะปลิวลมนั้นมักจะชอบนั่งเหม่อลอยอยู่เสมอ และบางครั้ง นัยน์ตาสีน้ำผึ้งคู่สวยนั้นจะมีน้ำใสๆ คลอคลองคล้ายจะหยาดหยดลงมา แต่เจ้าตัวมักชอบหลับตาแรงๆ พลางเงยหน้าไปข้างหลัง ราวกับจะให้หยาดน้ำเหล่านั้นไหลย้อนกลับ มันเป็นแบบนี้มาตลอดตั้งแต่เธอถูกพรากจากแผ่นดินที่เธอเกิดมาสู่ดินแดนแห่งซากุระ...
ดินแดนบ้านเกิดของผู้เป็นบิดา
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังมาจากด้านหลัง ปลุกให้เด็กสาวที่จมอยู่ในภวังค์ตื่นขึ้น เธอเบือนหน้าเล็กน้อยเพื่อหันไปสำรวจผู้ที่ก้าวเข้ามา
รอยยิ้มบางแทบจะมองไม่เห็น ฝืนส่งให้ร่างสูงในชุดกิโมโนแบบลำลองผู้มีอายุมากกว่าเธอประมาณห้าถึงหกปี ใบหน้าคมขาวจัดเช่นคนญี่ปุ่นทั่วไปแต้มรอยยิ้มที่ริมฝีปาก หากดวงตากลับแฝงความห่วงใยและกังวลมากมาย
“ได้ข่าวว่าวันนี้ยังไม่กินอะไรเลย” เสียงนุ่มเอ่ยทอดอ่อนขณะทรุดลงนั่งข้างๆ เธอ
เด็กสาวหลุบตาลงต่ำ ถอนหายใจแผ่วเบา
“ไม่หิวค่ะ” คำตอบสั้นที่คนฟังรู้ว่านั่นไม่ใช่เหตุผลของคำเปรยที่เขาเอ่ยขึ้น
“ถึงไม่หิวก็ควรกินอะไรสักหน่อย เดี๋ยวไม่สบายจะแย่นะ”
“ไม่แย่หรอกค่ะ” น้ำคำราวกับจะประชดประชัน แต่คนฟังก็รู้อีกนั่นแหละ ว่าทุกคำที่เธอพูดนั้นมาจากใจทุกคำ “คงไม่มีอะไรที่แย่เท่านี้อีกแล้ว”
ชายหนุ่มเอียงคอมองเด็กสาวด้วยสายตาระอาใจระคนสงสาร เขามีศักดิ์เป็นลูกผู้พี่ของเธอ... จำได้ว่าครั้งแรกที่เห็นเธอ แม้ว่าเธอจะอยู่ในอารมณ์รุนแรงจากการสูญเสีย แต่เธอก็ยังดูน่ารักจนอดเอ็นดูไม่ได้
ตระกูลของเขา มิยาสึกิ เป็นตระกูลเก่าแก่สืบเชื้อสายซามูไรอันเข้มข้น อีกทั้งยังเป็นตระกูลที่ครอบครองการสื่อสารของญี่ปุ่นทั้งประเทศ เป็นเจ้าของเครือข่ายสื่อที่ใหญ่ที่สุด เป็นตระกูลใหญ่ที่เต็มไปด้วยอิทธิพลและเงินตรา ทั้งหมดถูกควบคุมโดยประมุขของตระกูล นั่นก็คือ มิยาสึกิ ทากะ ชายผู้ซึ่งแม้วัยล่วงเลยสู่เลขเจ็ดแล้ว ก็ยังคงแข็งแรงทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างเหลือเชื่อ
ทว่า ถึงตระกูลมิยาสึกิจะเป็นตระกูลที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นตระกูลที่ไม่เคยมีความเสื่อมเสียมาก่อน ความเสื่อมเสียร้ายแรงครั้งแรกและครั้งเดียว เกิดขึ้นเมื่อลูกชายคนโตของตระกูล ผู้ซึ่ง มิยาสึกิ ทากะ ตั้งความหวังเอาไว้สูงลิบ กลับทำให้เขาต้องผิดหวังเพราะลูกชายคนโตผู้เพียบพร้อมของตระกูล ไปหลงรักผู้หญิงที่ทุกคนเห็นว่าไม่มีหัวนอนปลายเท้า ต่างชาติต่างศาสนา อันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถยอมรับได้
เหตุการณ์นั้นรุนแรงจนถึงขั้นทากะประกาศตัดความสัมพันธ์พ่อลูก และคนเป็นลูกก็กล้าพอที่จะเลือกความรัก โบยบินออกจากตระกูล... ออกจากประเทศ เพื่อไปใช้ชีวิตสงบสุขกับผู้หญิงที่รัก
ทุกอย่างน่าจะจบลงที่ตรงนี้ ตรงที่ต้องเก็บงำความอัปยศนี้ไว้ให้เงียบที่สุด เป็นที่รู้กันว่าชื่อของคุณชายทาชิโระนั้นเป็นชื่อต้องห้ามที่ไม่ว่าใครก็ห้ามเอ่ยถึงเป็นอันขาด แต่เขาไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมเมื่อประมาณสองสัปดาห์ที่แล้ว ท่านทากะ หรือท่านปู่ของเขา กลับให้เขาได้พบกับเธอคนนี้...
มิยาสึกิ ริน
ความจริงแล้วเขามารู้ที่หลังว่าเธอไม่ได้ใช้นามสกุลแบบญี่ปุ่น หากใช้นามสกุลตามแม่ของเธอ แต่ท่านปู่บังคับให้เธอกลับมาใช้ ‘มิยาสึกิ’ แม้ว่าจะตัดขาดกับผู้เป็นพ่อของเธอไปแล้วก็ตาม
ตอนที่เขาก้าวเข้าไปในห้องเพื่อพบกับท่านปู่นั้น มีเสียงกรีดร้องปนสะอื้นมาจากเธอผู้นี้ จากที่ปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเอง เขาก็พอจะเข้าใจเรื่องทั้งหมดได้ แม้เขาจะเคารพท่านปู่มากแค่ไหน แต่ครั้งนี้เขารู้สึกว่ามันเกินไปจริงๆ
และมันทำให้เขาตกใจเมื่อได้รู้ว่า มิยาสึกิ ทาชิโระ และภรรยาชาวไทยของเขา คนที่เขายอมทิ้งทุกสิ่งเพื่อเธอ คนทั้งคู่ได้จากโลกนี้ไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับเนื่องจากอุบัติเหตุ ดังนั้น ท่านปู่จึงมีคำสั่งให้พาหลานสาวที่ยังไม่ได้รับการยอมรับคนนี้กลับมาที่ญี่ปุ่นด่วนที่สุด
เรื่องมันคงไม่ยุ่งยาก หากคำว่า ‘ด่วนที่สุด’ ของท่านปู่ จะไม่ใช่การลักพาตัวกันดื้อๆ ระหว่างทางที่เธอกำลังไปโรงพยาบาลหลังจากได้ฟังข่าวร้ายที่สุดในชีวิตเธอมาหมาดๆ
ทำให้เธอไม่ได้เห็นพวกท่านเป็นครั้งสุดท้าย และเธอก็จะไม่ได้เห็นพวกท่านอีกตลอดไป สิ่งเดียวที่เป็นตัวแทนของพวกท่านที่เธอมีก็คือรูปถ่ายครอบครัวเมื่อครั้งเธออายุ 7 ขวบที่สวนหน้าบ้าน รอยยิ้มอบอุ่นในภาพมักทำให้เธอร้องไห้เงียบๆ ทุกครั้งที่หยิบขึ้นมาดู
เขายังจำเสียงของเธอได้ดีตอนที่ตะโกนใส่ประมุขของตระกูลว่า
‘ไม่จริง! หนูไม่เชื่อ! พ่อกับแม่ของหนูยังไม่ตาย อาจารย์บอกว่าพวกท่านประสบอุบัติเหตุร้ายแรง แต่ยังไม่ได้บอกว่าพวกท่านตายแล้วสักหน่อย!’
‘คิดว่าฉันโกหกหรือ’
‘ใช่! คุณโกหก! หนูจะกลับประเทศไทยไปดูให้เห็นกับตา ไม่อย่างนั้นจะไม่เชื่อเด็ดขาด!’
รูปสองใบถูกส่งให้เธอ
‘ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากให้เห็น แต่ในเมื่อแกอยากเห็นหลักฐานนัก ก็ตามใจ’
เขาไม่รู้ว่ารูปนั้นเป็นรูปอะไร แต่ดวงหน้าใสนั้นซีดเผือดลงไปทันที
‘เชื่อหรือยัง’
ไม่มีคำตอบจากร่างบาง มีเพียงน้ำตาที่ไหลริน...
ภาพในความทรงจำหายไปเมื่อเสียงใสๆ เอ่ยขึ้นมาอย่างพยายามอย่างยิ่งที่จะร่าเริงเพื่อไม่ให้ชายร่างโตกว่าต้องเป็นห่วง ตั้งแต่เธอมาอยู่ที่นี่ คนที่ดีกับเธอมากที่สุดก็คือคนตรงหน้านี้ล่ะ
โทรุ... มิยาสึกิ โทรุ หรือที่ตอนนี้เธอเรียกเขาว่า ‘โทรุจัง’ ติดปากไปแล้ว
“โทรุจัง วันนี้ไม่ทำงานเหรอคะ ถึงมาหารินได้”
คำพูดแบบน่ารักๆ นั้นทำให้มุมปากของเขายกโค้งขึ้น โทรุเอื้อมมือไปยีผมยาวที่เจ้าของปล่อยมันให้ตกลงอย่างเป็นธรรมชาติ
เธอขมวดคิ้วมุ่น มือบางคว้าหมับที่มือใหญ่ ก่อนดวงตากลมโตนั้นจะส่งค้อนอันโตมาให้
“อย่านะ ผมรินยุ่งหมดแล้ว”
“ยุ่งก็ไม่เห็นเป็นไร ปกติเราก็ไม่ยอมเซ็ทผมให้ดีๆ เหมือนวัยรุ่นทั่วๆ ไปอยู่แล้วนี่”
“ขี้เกียจ” คราวนี้ปากเล็กๆ นั่นแทบจะขึ้นไปอยู่บนจมูก “แค่หวีอย่างเดียวก็พอแล้ว... ตกลงนี่วันนี้ไม่ทำงานเพราะจะมาแกล้งรินใช่ไหม ???”
“ใครบอกล่ะ มาดูเด็กดื้อที่ไม่ยอมกินข้าวต่างหาก”
“ก็ไม่หิว บอกไปแล้ว”
“งั้น ไปหาอะไรกินข้างนอก... ดีไหม” คำพูดหลอกล่อเอาใจคล้ายผู้ใหญ่ที่เอาขนมมาผูกห้อยอยู่ตรงหน้าเด็กน้อย
ได้ผล เด็กน้อยทำตาโต คว้าหมับเข้าที่ขนมนั้นอย่างไม่รีรอ
“ได้เหรอคะ ? รินออกไปข้างนอกได้เหรอ” เธอยิ้มกว้าง.. ยิ้มอย่างที่เขาไม่เคยเห็นเลยตั้งแต่เธอเหยียบบ้านหลังนี้ เธอคงดีใจมากจริงๆ เพราะตลอดระยะเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมา เธอถูกคำสั่งของประมุขของบ้านสั่งห้ามไม่ให้เธอออกไปข้างนอกเด็ดขาด และการที่เอาแต่อยู่ในบ้านเฉยๆ ก็ทำให้เด็กสาวตรงหน้าหมกมุ่นกับความคิดตัวเองจนเขานึกกลัว
“ได้สิ” เขายิ้มบ้าง ไม่สิ.. เขากำลังหัวเราะอยู่ต่างหาก หัวเราะกับความสำเร็จของตัวเองที่อุตส่าห์ทำใจกล้าเข้าไปขอท่านปู่ด้วยตัวเองเพื่อให้เธอได้พ้นจากคำสั่งการกักบริเวณนั่น เขาอดแปลกใจไม่ได้เหมือนกันที่มันช่างง่ายดายกว่าที่เขาคิดไว้มาก ท่านปู่ไม่คัดค้านอะไรเมื่อเขาขอพาเธอไปเที่ยวเล่นข้างนอก เพียงแต่บอกว่า
‘เอาสิ ตอนนี้อยากจะไปไหนฉันจะไม่ห้ามแล้วล่ะ แค่ให้ยูคิโอะติดตามไปด้วยก็พอ แล้วก็อย่าปล่อยให้รินไปไหนมาไหนคนเดียวล่ะ เข้าใจไหม’
เขารับคำด้วยรอยยิ้มกว้าง การให้ยูคิโอะซึ่งเป็นบอดี้การ์ดมือต้นๆ ที่ทำงานให้กับมิยาสึกิติดตามไปด้วยคงหมายความว่าท่านปู่คงเป็นห่วงหลานสาวคนใหม่อยู่พอสมควร ไม่ได้เย็นชาแข็งกร้าวอย่างที่เคยแสดงออกในตอนแรก... ท่าทางที่ทำราวกับว่าหลานสาวคนนี้คือคนที่ไม่มีใครในมิยาสึกิต้องการ
edit @ 8 May 2008 11:35:27 by narujung
edit @ 19 Aug 2008 12:25:14 by narujung