2009/Nov/25

 

มาเริ่มที่เรื่องย่อเลยนะคะ

เรื่องย่อของ Love Shuffle เป็นเรื่องของชาย 3 หญิง 1 ซึ่งอาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนท์สุดหรูแห่งเดียวกันที่มาพบกันโดยบังเอิญจากเหตุการณ์ลิฟท์ค้าง และทั้งสี่ก็ได้รู้ว่านอกจากพวกเขาจะอยู่อพาร์ทเมนท์เดียวกันแล้ว ยังดันมาอยู่ชั้นเดียวกันอีก ประมาณว่า โอ้วว อะไรจะบังเอิ๊ญญญ บังเอิญ ขนาดนั้น และด้วยความบังเอิญนี้ ในขณะที่รอลิฟท์ให้ใช้การได้อีกครั้ง ทั้งสี่คนก็คุยกันเกี่ยวกับเรื่องของความรัก ถกเถียงกันเกี่ยวกับพรหมลิขิต และตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อที่ว่า คู่แท้ของมนุษย์เราทุกคนจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้นจริงหรือไม่ จากข้อถกเถียงและคำถามเหล่านี้ จึงนำมาสู่เกมที่มีชื่อว่า Love Shuffle เกมส์สลับคู่สร้างรัก...

เรื่องนี้ ประกอบด้วยตัวละครทั้งหมด 8 คน แบ่งเป็น ชาย 4 คน และหญิง 4 คน ที่มาเข้าร่วมเล่นเกมส์ Love Shuffle นี้ แม้ว่าในตอนแรกจะเริ่มจากคน 4 คน ในอพาร์ทเมนต์เดียวกัน คือ อุซามิ เคย์ (ทามากิ ฮิโรชิ) / ไอรุ (คารินะ) / โอจิโร่ (โชตะ) และ คุณหมอคิคุตะ มาซาโตะ (ทานิฮาระ โชสึเกะ)  แต่เกมส์ก็สามารถเริ่มต้นได้โดยทั้งสี่คน ต่างก็หาคู่ของตัวเองมาจับคู่เล่นกัน เริ่มจาก

อุซามิ เคย์  นำอดีตคู่หมั้น คากาวะ เมอิ  (ขอใช้ว่าเมอินะคะ แม้จะออกเสียงว่า เมย์ ก็ตาม เพราะว่าเวลาอ่านว่า เมย์ ทีไร มันกระดากๆ เพราะชื่อเดียวกันทุกที ฮ่าฮ่า)  ผู้หญิงที่เพิ่งจะขอถอนหมั้นเขาอย่างไม่มีสาเหตุ  มาร่วมเล่นเกมส์ โดยไม่เต็มใจนัก

ไอรุ  สาวสวยหนึ่งเดียวของอพาร์ทเมนท์แห่งนี้ นำ โออิชิ ยูกิชิ  หนุ่มหล่อแอบเอ๋อที่เคยคบกันมาช่วงหนึ่งมาเล่นเกมส์ด้วย แต่ยูกิชิก็ยังชอบไอรุอยู่  ทั้งนี้ ยูกิชิเป็นคนที่มีสมองปราดเปรื่องประเภทไอคิวสูง แต่ไม่เก่งด้านการสร้างสัมพันธภาพ และยังมีปมด้อยเกี่ยวกับตอนเด็กๆ ที่เขามักจะถูกกลั่นแกล้งเป็นประจำด้วย

โอจิโร่  หนุ่มหล่อช่างภาพมือทอง ควงคู่มากับ เรย์โกะ สาวที่แม้จะไม่ใช่สาวน้อยแล้ว แต่ก็ยังสวยสด แต่งงานแล้วและถือคติว่า ความรักและเซ็กซ์คือคนละเรื่อง ดังนั้น แม้เธอจะมีเซ็กซ์กับผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่สามีก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะความรักเธอมีให้สามีเท่านั้น

คุณหมอคิคุตะ หรือที่ทุกคนเรียกว่า คิคุริน  พาเด็กสาวชื่อ ไคริ มาร่วมวงด้วย ไคริเป็นคนไข้ของหมอคิคุริน (คิคุรินเป็นจิตแพทย์ค่ะ) ที่พยายามจะฆ่าตัวตายมาแล้วหลายครั้ง แม้ว่าจะมีพรสวรรค์ด้านการวาดรูป แต่ดูเหมือนว่าเธอจะมีความเชื่อว่าเธอสามารถมองเห็น ทานาทอส เทพเจ้าแห่งความตาย ซึ่งคุณหมอเองพยายามยับยั้งการฆ่าตัวตายของเธอโดยขอให้เธอสัญญาว่าจะไม่ฆ่าตัวตายจนกว่าจะอายุ 20 ปี รวมทั้งดึงให้เธอมาร่วมเล่นเกมส์ Love Shuffle นี้ ด้วยความเชื่อว่าหลังจากเล่นเกมส์นี้แล้ว เธอจะอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป

จากนั้น ทั้ง 8 คน ก็เริ่มเล่นเกมส์นี้โดยมีกติกาว่าจะเปลี่ยนคู่ทุก 1 สัปดาห์ ค่ะ  วิธีเล่นก็เอาไพ่มาจับฉลากเลือกคู่ เสร็จแล้วก็เวียนคู่กันไปเรื่อยๆ ทุกสัปดาห์


ต่อไปเป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวของเรากับเรื่องนี้ค่ะ (สปอยนะคะ)

โดยส่วนตัวแล้ว เรามีทั้งจุดที่ชอบ แล้วก็ไม่ชอบนะคะ สำหรับเรื่องนี้ เอาเป็นว่าเราเริ่มในจุดที่เราชอบก่อนแล้วกัน

1. ชอบความเป็น อุซามิ เคย์ ค่ะ  เราดูตัวละครตัวนี้แล้ว บอกตรงๆ ว่าคิดถึงตัวเองนะ เพราะ อุซาตัง (ชื่อเล่นในละคร) เป็นคนแบบธรรมดามากๆ คือ เขาเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานไปวันๆ และไม่รู้ว่าที่จริงแล้วเขาอยากจะทำอะไรกันแน่ หรืออะไรที่เหมาะกับตัวเอง  กับงานที่ทำในปัจจุบัน ก็เป็นงานของบริษัทคู่หมั้น ประมาณว่า ถ้าไม่ใช่เพราะ เมอิ เขาก็คงไม่ได้งานที่ดีแบบนี้ ความคิดแบบนี้นี่เองที่กดความสามารถที่แท้จริงของเขาไว้ไม่ให้ฉายแสงออกมา และเขาเองก็ไม่สามารถใช้ศักยภาพที่แท้จริงของเขาได้ เพราะเขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่าเขาเหมาะกับอะไร

การเล่นเกมส์ Love Shuffle ของอุซาตังในช่วงเริ่มแรกเพราะเขาต้องการได้เมอิคืนกลับมา เขาไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ถึงถูกถอนหมั้น แต่เขาคิดว่าทุกอย่างเป็นความผิดของเขา และเขาต้องการเมอิคืนมา แต่การเล่นเกมส์นี้ ก็ทำให้เขาเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้นผ่านประสบการณ์ชีวิต ประสบการณ์ความรักของคู่อื่น จนสุดท้ายเขาถึงสามารถค้นพบได้ว่า อะไรที่เขาอยากทำ และเขาเหมาะกับอะไร

2. ชอบการเล่น Love Shuffle ในเรื่อง  ขอย้ำ ว่าในเรื่องนะคะ เพราะเราไม่มีทางรู้หรอกว่าในชีวิตจริงๆ ของเรา หากเราดันไปเล่นเกมส์นี้จริงๆ ผลลัพธ์มันจะออกมีดี และมีบทเรียนต่างๆ ให้กับชีวิตมากมายอย่างในเรื่องหรือเปล่า

เราคิดว่าเกมส์ Love Shuffle ในเรื่องเหมือนกับการหากระจกอีกบานมาส่องดูตัวเองค่ะ อย่างที่ตอนเริ่มเริ่มเค้าว่าเอาไว้ ว่าเชื่อจริงๆ หรือว่าคู่แท้ของเราจะต้องมีเพียงหนึ่งเท่านั้นในชีวิตนี้ ช่วงเริ่มแรก คนไร้เดียงสาอย่าง อุซามิ เคย์ ที่คิดว่า ยังไงๆ ก็ต้อง เมอิ เท่านั้น ก็เชื่อหัวปักหัวปำเลย ว่าเมอิเป็นคู่แท้ของเขา แต่เมื่อเกมส์เริ่มต้น เขาไปจับคู่กับผู้หญิงคนอื่นๆ ในขณะเดียวกับ เมอิ ก็ต้องไปจับคู่กับผู้ชายคนอื่นๆ ด้วย ผิดกันที่ เคย์ จับคู่กับคนอื่นแต่ปิดใจตัวเอง คือยึดติดกับเมอิ แต่เมอิไม่ได้ยึดติดกับเคย์ และต้องการจะค้นหาตัวเองว่าเธอสามารถรัก หรือ ชอบ คนอื่นนอกจากเคย์ได้หรือเปล่า จนสุดท้าย แม้เคย์จะพยายามปิดหูปิดใจตัวเอง แต่เขาก็ต้องยอมรับในท้ายที่สุดว่าเขาเริ่มไม่มั่นใจว่าในใจของเขานั้นมีเพียงเมอิคนเดียวจริงหรือเปล่า ส่วนเมอิก็พบว่า เธอสามารถที่จะรักคนอื่นที่ไม่ใช่เคย์ได้เหมือนกัน

หรืออย่างคู่ของ โอจิโร่ กับ ไคริ เหมือนกัน โดยส่วนตัวแล้วเราชอบคู่นี้มากที่สุดเลยนะ น่ารักได้อีก คือ เราคิดว่าตอนเริ่มเกมส์ โอจิโร่ไม่ได้คิดหรอกว่าเขาจะต้องมาตกหลุมรักเด็กผู้หญิงที่อยากจะฆ่าตัวตายอย่างไคริ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาเป็นผู้ชายแบบเพลย์บอยทั่วไปที่มีอะไรกับผู้หญิงไปทั่วอยู่แล้ว เรื่องความรักนี่น่าจะเป็นอะไรที่ตลกสำหรับเขาด้วยซ้ำ แต่ในที่สุด ไคริก็ทำให้เขารู้ว่าเขาสามารถมีความรักได้ สามารถทุกข์กับความรักได้ และที่สำคัญคือทำให้เขากล้าที่จะทำในสิ่งที่เขาใฝ่ฝันเอาไว้  แหม ก็ในเมื่อคุณผู้หญิงเขายังเป็นคนประเภทพูดจริงทำจริง คำไหนคำนั้น ท้าให้โดดน้ำตาย เธอก็ดันทำจริงอีกแน่ะ เรียกว่าเป็นคนประเภทที่ไม่กลัวความตายเอาเสียเลย แบบนี้ ถ้าคุณผู้ชายยังรักตัวกลัวตาย ไม่ยอมลุยกับความฝันของตัวเองที่อยากจะถ่ายรูปความเป็นจริงและความโหดร้ายของสังคมเพราะกลัวตาย แบบนี้มันก็ดูขี้ขลาดเกินไปหน่อยนะ

ส่วนไคริเอง บอกตรงๆ ว่าเราก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าไคริรักโอจิโร่ได้ยังไง ฮา~ อาจเป็นเพราะ หน้าตา หรือเพราะเขาท้าทายกับความเชื่อของเธอก็ได้มั้ง แถมเขายังอ่อนโยนกับเธออีก ไคริเองก็เป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่งที่อยากลองมีความรักก่อนที่จะตาย แต่พอได้รักขึ้นมาจริงๆ แล้ว กลับทำให้ความคิดที่อยากจะตายดูจะไกลออกไป มีคำถามที่เธอชอบถามว่า ‘แล้วทำไมคุณถึงอยากมีชีวิตอยู่’  เราคิดว่าคำตอบที่ไคริค้นพบอาจจะเป็น... อยากจะมีชีวิตอยู่เพื่อใครสักคน หรือ อยากจะมีชีวิตอยู่เพื่อได้รับความรักจากใครสักคน ก็ได้

3. ทฤษฏีว่าด้วยเรื่อง การฆ่าตัวตายเพื่อสื่อความหมายของการมีชีวิต  ในช่วงที่ไคริหายไป และโอจิโร่คิดว่าไคริตายไปแล้ว อุซาตังเสนอทฤษฏีนี้ขึ้นมาว่า บางที มนุษย์เราก็อาจจะต้องการช่วงเวลาที่เหมือนกับการตายไปแล้วช่วงหนึ่งก็ได้ เพื่อที่จะได้ค้นหาว่า มีใครบ้างหรือเปล่าที่รู้สึกว่าส่วนหนึ่งของชีวิตขาดหายไปเพราะการตายของเรา วูบหนึ่ง เราคิดถึงพ่อกับแม่ขึ้นมาค่ะ แต่กับเรื่อง LS นี่ เค้าคงไม่ได้สื่อความหมายถึงพ่อแม่ญาติพี่น้อง แต่คงให้ความหมายถึงคนรอบข้าง เพื่อน คนรัก อะไรแนวๆ นี้มากกว่า 

เราไม่ได้คิดถึงการฆ่าตัวตายหรือต้องแกล้งฆ่าตัวตายอะไร แต่แค่คิดถึงตัวเองค่ะ ว่าตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบันนี้ เราทำอะไรที่มีคุณค่าบ้างหรือเปล่า เราเป็นที่รักของใครสักคนบ้างหรือเปล่า หากเราตายไป นอกจากพ่อแม่พี่น้องแล้ว จะมีใครร้องไห้เสียใจให้เราบ้าง เรามีความหมายในแง่มุมไหนกับคนอื่นๆ

เราคิดว่าสังคมไทยในปัจจุบันนี้เราเป็นสังคมประเภท ต่างคนต่างอยู่ ในที่ทำงาน เราคุยกับคนอื่นในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวแบบผิวเผิน ยิ่งถ้ามีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง คนเราก็ยินดีที่จะใส่หน้ากากเข้าหากัน แต่เบื้องหลังอาจจะกำลังเลื่อยขาเก้าอี้กันอยู่ก็ได้  ในขณะเดียวกัน คนไทย (คนกรุง) มีแนวโน้มที่จะไม่อยากยุ่งเรื่องที่ทำให้เรายุ่งยาก คนไทยชอบซุบซิบ แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว หากต้องทำอะไรเพื่อองค์กรส่วนรวมแต่อาจมีผลกระทบต่อหน้าที่การงาน เราก็เลือกที่จะเงียบไว้ สุดท้าย นำมาซึ่งการเมืองที่แทรกแซงในองค์กรรัฐ การทุจริตคอรับชั่น ต่างๆ 

อืมม เราไม่ได้หมายความซีเรียสอะไรนักนะ ไม่ได้หมายถึงเราต้องทำอะไรที่ยิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้น เพียงแต่ว่า เราหมายถึงถ้าเราต้องมีชีวิตตามกระแสลมกระแสน้ำกระแสสังคมขนาดนั้น แล้วเราจะมีชีวิตไปทำไม ???  มีไปเพื่ออะไร และเพื่อใคร หรืออย่างคำถามยอดฮิตที่ญี่ปุ่น ว่าอะไรเป็นเหตุผลให้เราต้องเกิดมา  เราน่าจะเกิดมาเพื่อทำอะไรที่มีความหมายสักอย่างหรือเปล่า เราน่าจะเกิดมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่มีความหมายสักอย่างหรือเปล่า ทั้งนี้ เราไม่ได้หมายความถึงอะไรที่เห็นแก่ตัว แค่หมายความว่า บางทีที่เราทำอะไรที่ขัดแย้งกับมโนสำนึก เราน่าจะลองกลับมาคิดอีกทีไหม ว่าเราน่าจะทำอะไรที่ตรงกับมโนสำนึกของตัวเอง

ไปไกลเชียว ประเด็นนี้ พอดีกว่า ฮ่าฮ่า


ต่อไปเป็นประเด็นที่ไม่ชอบบ้าง มีประเด็นเดียวเลยค่ะ งานนี้ คือ ประเด็นคู่ของ  อุซาตัง – ไอรุ และคู่ของ ยูกิชิ – เมอิ  ค่ะ

ไม่ใช่อะไร เราแค่รู้สึกงงๆ กับความสายฟ้าแล่บของคู่  อุซาตัง – เมอิ เฉยๆ  คือ เราคิดว่าเราอยากจะเห็นเรื่องราวที่ตรงไปตรงมากับความรู้สึกมากกว่านี้อ่ะค่ะ ถ้าให้เราตีความเอาเอง เราคิดว่า อุซาตังน่าจะพอรู้ตัวแล้วล่ะ ว่าที่จริงแล้วเขาก็มี ไอรุ อีกคนในหัวใจ ส่วนเมอิ เนี่ย เราคิดว่าแฟร์พอค่ะ คือเธอก็ยอมรับแล้วว่าให้ความสนใจกับ ยูกิชิ เหมือนกัน แต่อุซาตังเนี่ย  ยังไงล่ะ เราอดไม่ได้ที่จะคิดว่าเขาเอาเรื่องงานมาเป็นข้ออ้างหรือเปล่าหว่า หรือว่าเขาคิดว่าเขายังอยากจะแต่งงานอยู่ แต่เพราะเขาอยากลงเลือกตั้งเป็นนักการเมือง ก็เลยอยากเลื่อนไปก่อน

แต่ลึกๆ แล้ว ยังไงเราก็เชื่อว่าอุซาตังเธอลังเลกับการแต่งงานเพราะไอรุมากกว่า ถ้าเป็นแบบนี้แล้วก็น่าจะบอกไปเลยตรงๆ สิ ว่าเขาชอบไอรุน่ะ โอเค เรื่องงานก็เรื่องนึง แต่ปกติแล้วละครญี่ปุ่นเค้ามักจะซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองนี่นา แล้วสรุปว่าที่จริงแล้วอุซาตังชอบใครกันแน่ หรือชอบทั้งสองคน เลยสละเมอิให้ยูกิชิเพราะเห็นว่าเมอิเองก็มีใจให้ยูกิชิเรอะ ??? คือพอดูถึงตอนจบนี่ถึงกับช็อคไปเลยล่ะค่ะ เหอเหอ

แต่สรุปแล้ว เรื่องดีๆ ของเรื่องนี้มีเยอะค่ะ ถ้าดูแล้วไม่คิดอะไรมากก็ขำๆ ค่ะ มีซีนตลกๆ เยอะเลย แล้วก็นักแสดงโปรได้อีกค่ะ แนะนำให้ดูก่อนทำการโหวดนะค้า~

 

 

 

2009/Nov/18

ไม่ได้รีวิวซะนานเลย เนื่องจากว่าไม่ค่อยได้มีเวลาว่างให้ตัวเองเท่าไหร่ แหะแหะ ดังนั้น มารีวิวเรื่องเก่าไปหน่อยอย่าว่ากันแล้วกันนะคะ T-T 

เนื่องจากเพิ่งดูจบสดๆ ร้อนๆ อารมณ์ค้างมากมายกับความอินของเรื่องนี้ หึหึ แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ทำให้ค้างได้อีกคือความหล่อของพระเอก! พระเจ้า โทโมะคะ จะหล่อไปไหนเนี่ยยยย ยิ่งดูยิ่งบ้าพีได้อีก เหอเหอ

--------------------------------------------------------------- 

เอาล่ะ เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า กับเรื่อง Buzzer Beat

เรื่องย่อคร่าวๆ ของเรื่องนี้ก็คือเรื่องราวของ นาโอกิ ซึ่งเป็นนักบาสอาชีพ เขามีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักบาสมาตั้งแต่เด็กๆ และอยากจะประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ เรื่องเริ่มต้นที่การบอกเล่าเกี่ยวกับการเป็นนักบาสอาชีพของนาโอกิเป็นไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ ทั้งที่เขาอยากจะแข็งแกร่งมากกว่านี้เพื่อปกป้องคนที่เขารัก เพื่อแต่งงานกับคนที่เขารัก แต่ในที่สุด เขาก็อ่อนแอเกินกว่าจะทำสิ่งนั้นสำเร็จ

อีกด้านหนึ่ง ริโกะ สาวน้อยผู้มีความฝันอยากจะเป็นนักไวโอลินอาชีพ แต่หนทางดูจะอีกยาวไกลเหลือเกิน อาจจะถึงกับมืดมนด้วยซ้ำ แต่เธอก็อยากจะลองพยายามไล่ตามความฝันนั้น แม้ว่าทางบ้านจะไม่ค่อยเห็นด้วยก็ตาม

เมื่อนาโอกิและริโกะมาเจอกัน ทั้งสองจะสามารถสานความฝันของตัวเองไปได้หรือไม่ และจะสานต่อไปได้อย่างไร อันนี้ต้องติดตามเจ้าค่ะ

---------------------------------------------------------------

ความเห็นของเราที่มีกับเรื่องนี้ (สปอยมากๆ)

เห็นด้วยกับหลายๆ ความเห็นที่ pantip นะ ว่าเรื่องนี้ดูแล้ว feel good สุดๆ ไม่ใช่แค่รู้สึกดีเพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับความรัก แต่รู้สึกดีกับทุกๆ กำลังใจที่มีในซีรี่ส์เรื่องนี้เลยล่ะค่ะ

สำหรับเรื่อง Buzzer Beat  เราคิดว่าเพราะเรื่องนี้พยายามจะสื่อคำว่า Love make me strong มากเกินไป ทำให้ละครไปโฟกัสอยู่ที่ความรักเสียมาก จนทำให้เรื่องราวอื่นๆ ในเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับความรักดูด้อยไปเสียสนิท แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้หญิงอย่างเราๆ (อย่างเรา ฮ่าๆ) ก็ชอบเรื่องราวที่เกี่ยวกับความรักอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคำว่า รัก และ กำลังใจ มันไปด้วยกันอย่างลงตัว ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกอิ่มเอมกับมันมากขึ้นไปอีก

และเนื่องจากอย่างที่บอกว่า เรื่องราวอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องความรักมันดูด้อยไปถนัดใจ ดังนั้น จะขอใส่ความเห็นเฉพาะคู่พระนางของเราแล้วกันนะคะ ส่วนตัวละครอื่นๆ ขอละเอาไว้แล้วกัน ไม่งั้นมันจะยาวมากกกกก 

เอาล่ะ มาเริ่มกันที่ เราคิดว่าคนเขียนเรื่องนี้ช่างคิดนะ ให้พระเอกเป็นนักบาสอาชีพ ให้นางเอกเป็นนักไวโอลิน เพราะสองอาชีพนี้เป็นอะไรที่ความรักจากคนรอบข้างมีผลอย่างยิ่งต่อความแข็งแกร่งในจิตใจที่ทำให้คนเรามีความพยายามมากขึ้น

เราไม่ได้หมายความว่าอาชีพอื่นๆ ความรักจากคนรอบข้างจะไม่สำคัญนะ แต่อาชีพอย่างกีฬาหรือนักดนตรีมันค่อนข้างอ่อนไหวเป็นพิเศษ sensitive เป็นพิเศษ ทำให้เรารู้สึกว่า เออ รักมันทำให้คนเราแข็งแกร่งขึ้นจริงๆ นะ ถ้าหากพระเอกนางเอกทำอาชีพอื่นที่อิงสมองด้านการใช้เหตุผลมากกว่าการใช้อารมณ์ เรื่องมันคงไม่ดูเป็นความจริงได้ขนาดนี้  

สำหรับบทบาทของ ยามะพี กับการเล่นเป็น นาโอกิ  บทนี้ พี่สอบผ่านนะ สำหรับเรา

หลายๆ คนบอกว่าพียังคงเป็นพีที่เล่นได้หน้าเดียว อืมมม เราคิดว่าในชีวิตปกติของผู้ชายที่ชื่อ ยามาชิตะ โทโมฮิสะ ไม่ว่าจะแสดงละคร อยู่บนคอนเสิร์ต ถ่ายแบบ หรือนั่งกินสตาร์บัคค์อยู่กับ อคานิชิ จิน ยังไง้ ยังไง พีมันก็เป็นแบบนี้อยู่แล้วอ่ะ เป็นรูปแบบใบหน้าที่ไม่ค่อยแสดงอารมณ์ เหมือนคนแสดงอารมณ์ไม่เป็นอ่ะ แต่ว่านะ ในเรื่องนี้ เราคิดว่าบทที่พีจะต้องแสดงอารมณ์มันทำให้เราอินนะ

ไม่ว่าจะเป็นตอนร้องไห้ที่ต้องเลิกกับ นัตสึกิ แฟนที่คบกันมาสองปี ตอนที่หัวเราะสนุกสนานในกลุ่มเพื่อนจากมหาวิทยาลัย ใบหน้าอ่อนโยนเวลามองริโกะ ใบหน้าตอนที่ปลดปล่อยตัวเองจากคำว่า 'ฉันเชื่อใจนาย' และตัดสินใจวิ่งไปหาความรักครั้งใหม่อย่างไม่ลังเล ใบหน้าตอนที่โกรธถึงขีดสุดจนเกิดเรื่องชกต่อยกับโยโยงิ เรน เพื่อนร่วมทีม

ใบหน้าเหล่านี้เรามองแล้วเราคิดว่ามันคือความจริง

พีไม่ได้ทำให้เชื่อว่าคนที่เรามองอยู่ในโทรทัศน์นั้นคือนาโอกิหรอกนะ แต่พีทำให้เราเชื่อว่า ทั้งหมดนั่นที่พี่แสดงออกมาคือตัวตนของ ยามาชิตะ โทโมฮิสะ เหมือนเขาไม่ได้กำลังแสดง แต่เขาก็คือเขา พูดแบบนี้งงไหมเนี่ย ฮ่าฮ่า

ถ้าจะพูดให้ง่ายเข้าก็คือ... เราเชื่ออย่างหมดใจเลยล่ะ ว่าในโทรทัศน์นั่น คือผู้ชายคนหนึ่งที่มีอยู่จริง ไม่ว่าเขาจะใช้ชื่อว่าอะไรก็ตาม แต่อารมณ์นั้นของผู้ชายคนนั้น มันคือความจริง

ต่อมา กับบทบาทของริโกะจัง นางเอกของเรา

ต้องขอบอกว่า นางเอกเล่นเป็นธรรมชาติมากมายค่ะ ตอนแรกๆ ก็เฉยๆ นะ ไม่ได้รู้สึกว่าน่ารักอะไรมากมาย แต่ยิ่งดูไปเรื่อยๆ เรากลับรู้สึกว่าเธอน่ารักขึ้น น่ารักขึ้น จนถ้าเราเป็นผู้ชาย เราก็คงจะต้องตกหลุมรักผู้หญิงคนนี้แน่นอนเลยล่ะ

บทของริโกะเป็นบทที่เรียบง่ายนะ รู้สึกสนุกดีกับช่วงแรกๆ ที่ริโกะรู้สึกสับสนตัวเองว่าชอบหรือไม่ชอบนาโอกิกันแน่ และอีกอย่างที่ชอบมากคือ ความตรงไปตรงมาของตัวละคร ซึ่ง จริงๆ แล้วถ้าดูละครญี่ปุ่นมาหลายๆ เรื่อง เราจะเห็นว่าบทมันจะกำหนดให้ตัวละครมีความซื่อตรงกับตัวเองเสมอ ชอบก็บอกชอบ ไม่ชอบก็บอกไม่ชอบ เรื่องนี้ก็เหมือนกัน แม้ว่าริโกะในตอนแรกจะคิดว่าตัวเองรักนาโอกิข้างเดียว แต่เมื่อลงว่าชอบคนอื่นแล้ว เธอก็ต้องบอกกับคนที่เธอคบอยู่ในขณะนี้ไปตรงๆ ว่าเธอคงคบกับเขาต่อไปไม่ได้ เพราะเธอชอบคนอื่นไปแล้ว

มีอีกสองซีนในเรื่องนี้ที่เรารู้สึกว่า ริโกะ ใช้คำพูดได้ตรงใจชนิดแสกหน้ามาก

ซีนแรกก็คือซีนที่ริโกะอยู่ที่ระเบียงหน้าต่างห้อง และนาโอกิที่อยู่ด้านล่างที่สนามบาส ที่ริโกะตะโกนลงมาว่า เธอจะไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขาอีก เธอจะไม่สัมผัสเขา เธอจะไม่จูบเขา เธอจะไม่เข้าใกล้เขาเกินห้าเมตร แต่ขอร้องว่าอย่าพูดกับเธอว่าไม่อยากเห็นหน้าเธออีก 

ตรงไปตรงมากับความรู้สึกดีไหม ??? ถ้าเป็นละครไทยคงคิดไม่ได้หรอก คำพูดพวกนี้น่ะ ถ้าพระเอกบอกนางเอกว่า 'งั้นเราอย่ามาพบกันอีกเลย' ล่ะก็ สงสัยนางเอกละครไทยก็คงจะโกรธ หรือกลัว หรือมี ทิฐิ อืมมม เราคิดว่าใช้คำว่า ทิฐิ คงจะดีสุด เพราะนางเอกละครไทยก็คงจะไม่ยอมพบหน้าพระเอกจนกว่าพระเอกจะมาง้อ แม้ว่าใจจริง นางเอกละครไทยอยากจะพบอยากจะเจอพระเอกมากมายเพียงใดก็ตาม

กับซีนที่สอง ซีนที่ทั้งคู่ทะเลาะกันเพราะเจ๊แฟนเก่านาโอกิมาใส่ไฟ

ตอนแรกเราก็ไม่ค่อยชอบหรอกนะ ที่จู่ๆ ริโกะก็มาทำตัวงี่เง่า ว่าพระเอกต่างๆ นานา เหมือนกับว่านาโอกิกำลังนอกใจเธอ เพราะเราว่ามันดูไม่ค่อยเป็นละครญี่ปุ่นเลยอ่ะ ดูเน่าไปหน่อยไหม จนกระทั่งมาถึงประโยคที่ว่า

'ทั้งๆ ที่ไม่ว่าในเวลาที่ฝนตก ในเวลาที่แดดออก เวลาที่เล่นไวโอลิน หรือในเวลาไหนๆ ฉันก็คิดถึงแต่นาโอกิเพียงคนเดียว มองเพียงแต่นาโอกิคนเดียว แต่ทำไม นาโอกิถึงไม่มองแต่ฉันบ้าง'

โห พอถึงประโยคนี้อึ้งสิคะพี่น้อง เพราะมันเหมือนไอ้ประโยคงี่เง่าเน่าๆ ที่เธอพูดมาก่อนหน้านี้มันไม่มีความหมายอะไรเลย ความหมายที่เธอน้อยใจและเสียใจทั้งหมดมันรวมไว้ที่ประโยคนี้ คำว่า ทำไมเธอถึงไม่มองแต่ฉันบ้าง ? ซึ่งมันเป็นอะไรที่เหมือนแสกเข้ามาในใจกลางคนคนฟังเลยนะ แน่นอน ยิ่งกับนาโอกิยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะมันมีวูบหนึ่งจริงๆ ที่เขาไปคิดถึงผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่ริโกะ

เหตุผลนี้ฟังขึ้นจนกลบความงี่เง่าทั้งปวงไปได้เลยล่ะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องของความรักมันก็ต้องมีบ้างใช่ไหมล่ะ คำว่าอุปสรรคน่ะ แต่ละครญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นละครญี่ปุ่นที่เดินเรื่องกระชับฉับไว ไม่เยิ่นเย้องอนกันไปง้อกันมาข้ามตอน คู่นี้ก็เหมือนกัน แป๊บๆ ก็หายโกรธแล้ว 

กลับมาที่ประเด็น Love make me strong กันใหม่ดีกว่า เพราะเราติดใจกับประเด็นนี้มาก

เอาความเห็นของเราจริงๆ กับประโยคนี้ที่ละครพยายามโฟกัสให้เราเชื่อนั้น เราคิดว่า อันที่จริง รักไม่ได้ทำให้เราแข็งแกร่งหรอก ถ้าหากเราดูเรื่องนี้กันอย่างพินิจพิเคราะห์ เราจะเห็นว่าตลอดทั้งเรื่อง นาโอกิ จะมีครอบครัวซึ่งให้กำลังใจเขาเสมอ มีแม่ที่มีคำแนะนำดีๆ ให้ในยามที่เขาอยากได้คำปรึกษา มีน้องสาวที่คอยสนับสนุนเขา แม้ในตอนแรกๆ มันเหมือนจะไม่เพียงพอเพราะเขามีความรู้สึกถึงภาระอันหนักหน่วงตลอดเวลาเกี่ยวกับความต้องการปกป้องนัตสึกิ แถมสาวเจ้าก็ไม่ค่อยจะเป็นกำลังใจให้เท่าไหร่ ทำให้ยิ่งกดดันนาโอกิให้เครียดมากขึ้นไปอีก

แต่พอนาโอกิมาเจอริโกะ ทั้งคู่เป็นคนที่มีความฝันและอยากจะทำให้ความฝันของตนเองสำเร็จ นั่นทำให้ทั้งคู่ต่างเป็นกำลังใจให้กันและกัน คอยบอกกันและกันว่า ให้พยายาม ให้ต่อสู้ และทำให้ความฝันของตัวเองนั้นเป็นจริง

ประโยคเหล่านี้ ความรู้สึกเหล่านี้ มันแทรกอยู่ในทุกอณูของเรื่องราว ตั้งแต่สองคนนี้มาเจอกันครั้งแรก ที่ริโกะบอกว่าเธอจะเป็นแฟนคลับคนแรกของเขา และนาโอกิก็บอกว่าเขาก็จะเป็นแฟนคลับของเธอ นี่แหละ คือกำลังใจอันสุดยอดที่ทำให้คนเราเข้มแข็งมากขึ้น พยายามมากขึ้น จนในที่สุดก็สามารถประสบความสำเร็จได้

ดังนั้น เราคิดว่า แก่นแท้ของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่คำว่า 'รัก' แต่มันอยู่ที่คำว่า 'กำลังใจ' มากกว่า

ใช่แล้วค่ะ เราคิดว่ามันควรจะเปลี่ยนเป็น...

กำลังใจทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น ค่ะ ^^

 

--------------------------------------------------------------

 

ปล. แอบเมาท์นิดนึงสองข้อ

1  ทำไม้ กับผู้หญิงที่คบกันมาสองปี เวลาจูบกันนี่ สุภาพและผิวเผินมากๆ แต่กับผู้หญิงที่เป็นรักครั้งใหม่ คุณพระเอกของเรากลับจูบได้ร้อนจนน่ากลัว เหอเหอ

กับ

2 ไอ้มุกดอกทานตะวันเนี่ย เป็นคนเขียนบทคิดหรือคุณพีคิดคะ นึกถึงเพลง ฮิมาวาริ เลยอ่ะ หรือพีจะชอบดอกทานตะวัน ????

 

 

2009/Nov/16

งงจริงๆ นะ กับอีพีวีตัวนี้เนี่ย

ดูกันเสร็จแล้วช่วยไขปริศนาให้ด้วยนะ ว่าจะตัดตัวสั้นออกมาก่อนทำไม ไม่เข้าใจ -__- ????

2009/Nov/16

คำแรกที่อยากจะบอก....

Y ได้อีกค่ะเรื่องนี้ ฮ่าฮ่า

อันที่จริง สำหรับอนิเมะเรื่องนี้ 7 Ghost เนี่ย มันไม่ใช่การ์ตูน Y นะ เนื้อเรื่องก็ไม่ได้ Y แต่ด้วยความที่เรื่องนี้ตัวเอกมันมีแต่ผู้ชายนี่หว่า จะไม่ให้จิ้นยังไงไหวฟระคะ แถมขนาดตัวของตัวเอกสองตัวมันยังต่างกันซะขนาดนั้น พระเอกนี่ โหยยย สูงใหญ่ได้อีก แต่กับตัวเอกอีกตัวนี่ก็ช่างตัวเล็กบอบบางน่าทนุถนอมเสียจริง เหม่ มันชวนคิดไหมล่ะเนี้ยยย ฮ่าฮ่า 

จริงๆ ก็ยังดูไม่จบหรอกนะคะ เรื่องนี้ แต่ขอบอกว่าสนุกมากมายเลยล่ะ เนื้อเรื่องเข้าใจคิดดี จินตนาการสูงส่ง ข้าน้อยขอคารวะ เรื่องย่อคร่าวๆ ก็คือว่า เรื่องนี้บอกเล่าถึงเรื่องของเด็กคนหนึ่งที่ชื่อว่า เทย์โตะ ไคลม์ ซึ่งเป็นเด็กกำพร้าและถูกเลี้ยงอยู่ในโรงเรียนสอนทหารของจักรวรรดิ์ แต่แล้ว วันที่เขาเรียนจบ เขาก็ได้ล่วงรู้ถึงความจริงว่าที่แท้ คนที่ฆ่าพ่อของเขาก็คือคนของจักรวรรดิ์

ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนรักเพียงคนเดียวของเขา เขาก็หนีออกมาจากจักรวรรดิ์ได้สำเร็จ และหนีเข้าไปในเขตของโบสถ์แห่งหนึ่ง ที่ซึ่งมีความลับมากมายรอให้เขาไปค้นหา รวมทั้งสิ่งที่สำคัญที่สุด... เขาคือใคร มีหน้าที่อะไร และที่แห่งไหนที่เขาควรจะอยู่

เรื่องราวของ 7 Ghost คืออะไร ก็ติดตามได้จากเทย์โตะนี่ล่ะค่า~  

หลังจากดูเรื่องนี้มาสักพัก รู้สึกว่าคู่พระนายเรื่องนี้ ดูทีไรนึกถึง ทักกี้กับสึบาสะทุกที ไม่รู้ทำไม อ่ะ ต้องสึบาสะเวอร์ชั่นละอ่อนสมัยยังเป็นคู่หมั้นทักกี้นะ ดูเหมาะสมกันยังกะกิ่งทองใบหยก ลองดูคลิป tribute จากใน youtube เล็กน้อยแล้วกัน อนิเมะเรื่องนี้เค้าวาดรูปสวยได้ใจมากค่ะ ฮี่ฮี่

 

 
 
 
 

 
 
ขอบคุณคลิปจาก YouTube ด้วยค่ะ รวมทั้งผู้ทำ Tribute ทุกท่าน ข้าน้อยขอคารวะ ฮ่าฮ่า